Pageviews

Monday, October 31, 2016

คุณจะเข้าใจลงจรชีวิตของเครย์ฟิชใน 1 นาที

CrayFish Life Cycle
คุณจะเข้าใจลงจรชีวิตของเครย์ฟิชใน 1 นาที

ป้องกันลูกกุ๊งน๊อคน้ำอีก 1 วิธีที่น่าสนใจ

เท่าที่หาคลิปการป้องกันลูกกุ้งตัวน้อยๆ ของเราไม่ให้น๊อคน้ำ ไปเจอคลิปนี้มาครับ เป็นคลิปที่ป้องกันไม่ให้ลูกกุ้งน๊อคน้ำถือว่าเป็นอีก 1 วิธีที่น่าสนใจ  ซึ่งงภายใน 4.40 นาที ทุกท่านจะเข้าใจถึงวิธีการป้องกันกุ้งน๊อคน้ำได้




Crayfish Mating การจบคู่ผสมพันธุ์

การจับคู่ผสมพันธุ์ของกุ้งเครฟิช (Crayfish Mating)

การเลือกพ่อแม่พันธุ์



ผู้เลี้ยงเครฟิชทุกคนอยากจะให้เครฟิชผสมพันธุ์ ออกลูกออกหลาน ฉะนั้นการเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่ดีเป็นปัจจัยหลักๆในการเริ่มต้นในผสมพันธุ์ เพื่อให้ได้ลูกกุ้งดกเเข็งเเรงเเละมีคุณภาพ

สื่งเเรกคือ เราจะต้องเลือกเครฟิชสปีชีส์เดียวกัน เพศผู้และเพศเมียที่มีลักษณะทายกายภาพที่สมบูรณ์ ก้าม และขา มีอยู่ครบ
ขนาดที่ไล่เลี่ยกัน ประมาณ 2.5 นิ้วขึ้นไป แม้ว่าขนาด 2 นิ้วจะเจริญพันธุ์แล้วก็ตาม แต่ไม่เหมาะครับ เพราะถ้าหากได้รับการผสมพันธุ์ก็จะได้ไข่น้อย และเครฟิชจะหยุดลอกคราบไปประมาณ 2 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ผสมพันธุ์ วางไข่ จนกระทั่งไข่ฟักเป็นตัว
ระยะเวลา 2 เดือนนี้ เครฟิชขนาด 2 นิ้ว จะลอกคราบได้หลายครั้งเลยทีเดียว คือจะได้ขนาดประมาณ 3 นิ้ว แล้วผสมพันธุ์ก็จะได้ไข่จำนวนมากครับ



Procambarus alleni เพศเมีย ขนาด 2 นิ้ว หลังจากลอกคราบได้เพียง 1 วัน ก็ปล่อย pheromone ดึงดูดเพศตรงข้ามเสียแล้ว
ก็เลยปรากฏเหตุการณ์ดังคลิป



หลังจากที่ปล่อยให้เครฟิชผสมพันธุ์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ต้องเตรียมสถานที่ไว้ให้ตัวเมียวางไข่ละ

ตัวเมียจะวางไข่ได้ ต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย คือต้องมีสถานที่สงบๆ ไม่ถูกเครฟิชตัวอื่นรบกวน ในช่วงก่อนจะออกไข่ ว่าที่แม่กุ้งก็จะหลบๆ ซ่อนๆ กินอาหารน้อยลงด้วย ระยะนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากผสมพันธุ์จนถึง 1 เดือน เลยก็มี ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ และความพร้อมของตัวเมียซึ่งหากถูกรบกวนมากๆ เราอาจจะได้ไข่ลมก้เป็นได้

หลังจากที่แม่กุ้งวางไข่แล้ว ก็รอให้ลูกกุ้งเป็นตัวก็ใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ในช่วงที่ไข่ใกล้จะเป็นตัว ให้เอาสัตว์อื่นๆ ที่อาจจะกินลูกกุ้งได้ออกไปเสียให้หมด พวก Tank Mate ที่นิยมกัน เช่น ปลาน้ำผึ้ง หอยกินหอย หอยแอปเปิ้ล ปลาหางนกยูงตัวใหญ่ รวมไปถึงเครฟิชตัวอื่นๆ ด้วย

เมื่อไข่ฟักเป็นตัวแล้ว ก็ตักแม่กุ้งออกไปพักสักอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือรอให้ลอกคราบก่อนก็ดีครับ เนื่องจากหลังผสมพันธุ์ไปแล้ว แม่กุ้งจะกินอาหารได้น้อยลง ในช่วงนี้จึงเป็นโอกาสให้แม่กุ้งได้พัก และได้กินอาหารอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมตัวผสมพันธุ์ในรอบต่อไป

หากแม่กุ้งไม่ได้รับการพัก แม่กุ้งจะอ่อนแอ เมื่อการตั้งท้องครั้งต่อไป แม่กุ้งจะไข่น้อย หรืออาจจะเสียชีวิตหลังออกไข่ได้ครับ

เเละสิ่งที่สำคัญตู้ที่ผสมพันธุ์ก็ไม่ต้องตักลูกกุ้งไปอนุบาลที่อื่นนะครับ เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ค่าน้ำก็เปลี่ยน ทำให้ลูกกุ้งอ่อนแอได้ ให้ใช้ตู้ผสมพันธุ์เป็นตู้อนุบาลลูกกุ้งวัยอ่อนต่อไปได้เลย

รวมข้อมูลเจาะลึกวิตามินสำหรับเครย์ฟิช(ละเอียด)


จากการค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ และสอบถามผู้เชี่ยวชาญ สรุปได้ว่า การดูดซึมแร่ธาตุและวิตามินของกุ้งจากในน้ำไม่ดี เท่ากับการที่กุ้งกินเข้าไปโดยตรง อาหารที่ให้กุ้งควรมีแร่ธาตุและวิตามินผสมอยู่



วิตามินต่างๆที่ผสมเข้าไปในอาหาร
วิตามิน เอ : มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของเยื่อบุผิวต่าง ๆ เช่น ท่อทางเดินหายใจและท่อทางเดินอาหาร ช่วยในการมองเห็น การสืบพันธุ์ เสริมสร้างการเจริญเติบโต ช่วยในการสร้างเปลือก ควบคุมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและเพิ่มความต้านทานเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค ช่วยให้กุ้งมีสีสวยขึ้น
อาการขาด : มีผลต่อการมองเห็นของกุ้ง การเจริญเติบโตช้า ติดโรคง่าย ทำให้กุ้งมีสีผิดปกติ เปลือกนิ่ม
วิตามิน ดี3 : ช่วยในการดูดซึมแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสในลำไส้ให้เป็นไปอย่างปกติ มีความสำคัญต่อขบวนการสร้างเปลือก ทำให้กุ้งลอกคราบได้สมบูรณ์ และเปลือกแข็งไว
อาการขาด : ทำให้กินอาหารลดลง มีผลต่อการเจริญเติบโต เปลือกไม่แข็งและเชื่องช้า
วิตามิน อี : ช่วยในการสังเคราะห์วิตามินซี เพิ่มประสิทธิภาพการย่อยอาหาร ช่วยให้การทำงานของวิตามินเอและดีเพิ่มขึ้น ช่วยให้เซลล์ตับแข็งแรงและลดการสะสมไขมันในตับ นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ร่วมกับซิลิเนียมและวิตามินซีในการควบคุมการสืบพันธุ์
อาการขาด : ทำให้การสืบพันธุ์ไม่ดีและระบบการสืบพันธุ์ผิดปกติ สีของกุ้งผิดปกติ ตับบวม
วิตามิน เค : มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด แต่ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของกุ้ง
อาการขาด : ทำให้โลหิตจาง
 
วิตามิน บี1 : ช่วยให้การใช้คาร์โบไฮเดรตในร่างกายมีประสิทธิภาพ ช่วยในการทำงานของระบบประสาท กระตุ้นความอยากกินอาหาร ทำให้กินอาหารได้มากขึ้น ช่วยในการย่อยอาหาร โตเร็ว
อาการขาด : เบื่ออาหาร ทำให้การเจริญเติบโตลดลง ระบบประสาทผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแอ สีซีด
วิตามิน บี2 : มีความสำคัญในการเผาผลาญอาหารประเภทแป้ง และไขมันกุ้ง ทำให้การใช้พลังงานของกุ้งเป็นไปตามปกติ ช่วยให้กุ้งกินอาหารเพิ่มขึ้น โตเร็วและลดอัตราการตายของกุ้ง
อาการขาด : เจริญเติบโตช้า ว่ายน้ำผิดปกติ ทำให้ผลผลิตและอัตราการแลกเนื้อไม่ดี
วิตามิน บี6 : มีหน้าที่สำคัญที่สุดคือการสร้างกรดอะมิโน และจำเป็นต่อการสร้างกรดไขมันที่จำเป็นแก่ร่างกายกุ้งและฮอร์โมนในระบบประสาท ช่วยให้กุ้งโตเร็วและลอกคราบได้ดี
อาการขาด : ทำให้เบื่ออาหาร น้ำหนักลด โตช้า ตับและหัวใจผิดปกติ อัตราการฟักตัวต่ำ อัตราการตายสุง
ว่ายน้ำผิดปกติ
วิตามิน บี12 : มีหน้าที่ในการสังเคราะห์กรดอะมิโนมีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือด สำคัญต่อการใช้และสร้างโปรตีนและกรดไขมันของตัวกุ้ง ช่วยให้กุ้งกินอาหารมากขึ้นและโตเร็ว
อาการขาด : ทำให้การสร้างโปรตีนลดลง การเจริญเติบโตไม่ดี
วิตามิน ซี : มีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นสารสำคัญในการสร้างเนื้อเยื่อ ช่วยทำให้เปลือกแข็งแรง แผลหายเร็วขึ้นและผนังเส้นเลือดแข็งแรง มีบทบาทในการสร้างฮอร์โมนของการลอกคราบ
ลดความเครียด สร้างภูมิต้านทาน กระต้นการกินอาหาร
อาการขาด : ลอกคราบช้า โตช้า ติดโรคได้ง่าย อัตรารอดต่ำ
ไนอะซีน : มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับขบวนการเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ช่วยให้กุ้งกินอาหารได้มากขึ้น โตเร็วและมีอัตราการแลกเนื้อที่ดี
อาการขาด : เบื่ออาหาร อัตราการเจริญเติบโตต่ำ
กรดแพนโทธีนิค : ช่วยกระตุ้นการกำจัดสารพิษในกรณีที่ตับอักเสบ หรือ ติดเชื้อโรค กุ้งจึงต้องการเพิ่มมากขึ้น
อาการขาด : ติดโรคได้ง่าย อัตรารอดต่ำ
โฟลิค แอซิค : มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดให้เป็นปกติ เป็นสารที่จำเป็นในการสร้างโครงสร้างกรดอะมิโน ส่งผลให้กุ้งกินอาหารมากขึ้น โตเร็ว
อาการขาด : การเจริญเติบโตช้า การฟักเป็นตัวต่ำ

แร่ธาตุต่างๆที่ผสมเข้าไปในอาหาร
แมกนีเซียม : แมกนีเซียมอยู่ในโครงสร้างร่างกายของกุ้ง 70 % ส่วนอีก 30 % พบในเนื้อเยื่อและเลือด กุ้งจะใช้แมกนีเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีสัดส่วนที่สมดุลกับแคลเซียม คือ อัตราส่วนแมกนีเซียม 3 ส่วนต่อแคลเซียม 1 ส่วน
ความสำคัญของแมกนีเซียม :
- กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หรือน้ำย่อยของกุ้งช่วยให้อาหารเปลี่ยนไปเป็นพลังงานในการดำรงชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ โดยแมกนีเซียมจะช่วยในการกระตุ้นการทำงานของ ATPหากขาดแมกนีเซียมจะส่งผลให้การยืดตัวของกล้ามเนื้อและการเต้นของหัวใจผิดปกติ
-แมกนีเซียมช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจและการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อ แมกนีเซียมส่วนเกินจะถูกขับออกออกมาพร้อมกับอุจจาระ
ผลของการขาดแมกนีเซียม
- ค่าอัลคาไลน์ของน้ำไม่คงที่และลดต่ำลง กุ้งลอกคราบแล้วเปลือกแข็งช้า
- กล้ามเนื้อเกร็ง และเกิดสภาวะ หัวใจล้มเหลว
แคลเซียม และ ฟอสฟอรัส : กุ้งจะใช้แคลเซียมควบคู่กับฟอสฟอรัสในอัตราส่วน 1 : 1 จึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด แคลเซียมจะถูกดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อได้ดีกว่าฟอสฟอรัส การดูดซึมของแคลเซียมจะเกิดได้ดีและมากขึ้น เมื่อมี วิตามิน ดี อยู่ด้วย ตามปกติแคลเซียมจะสะสมที่ตับและตับอ่อนในรูปของเกลือแคลเซียมฟอสเฟตและเป็นองค์ประกอบของโครงสร้างภายนอกของกุ้ง เมื่อขาดแคลเซียมจะส่งผลให้กุ้งเปลือกบางนิ่มเปลือกแข็งช้าหลังจากลอกคราบ
โซเดียม และ โปแตสเซียม : เป็นองค์ประกอบในร่างกายของกุ้ง โดยจะเป็นองค์ประกอบของกล้ามเนื้อ 90 % และโซเดียมที่เป็นส่วนเกิน กุ้งจะขับออกมาพร้อมกับอุจจาระ
ความสำคัญของโซเดียมและโปแตสเซียม
-ควบคุมและรักษาสมดุลแร่ธาตุภายในร่างกายกับสิ่งแวดล้อมภายนอกให้สมดุลอยู่ตลอดเวลา
-รักษาสภาวะความเป็น กรด - ด่าง ของร่างกายให้สมดุลอยู่เสมอ
ผลของการขาดโซเดียมและโปแตสเซียม
-กุ้งเบื่ออาหาร โตช้าสูญเสียน้ำหนักตัว
-การใช้ประโยชน์จากโปรตีนน้อยลง เนื่องจากโซเดียมเป็นตัวกระตุ้นการทำงาน หรือ โคเอนไซม์ ของ เอนไซม์ โปรติเอส ( น้ำย่อยโปรตีน ) หากขาดโซเดียมจะทำให้การย่อยโปรตีนต่ำลง
-เลือดเป็นกรด
ทองแดง : จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของกระดูกและเป็นองค์ประกอบสำคัญของเลือดของกุ้ง ในอาหารควรมีธาตุทองแดง เพื่อให้การเจริญเติบโตและการสร้างเม็ดเลือดของกุ้งเป็นไปอย่างปกติ
เหล็ก : ทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบของเม็ดเลือดแดงธาตุเหล็กจึงมีความสำคัญต่อการหายใจของกุ้ง
แมงกานีส : การนำแมงกานีสไปใช้ประโยชน์ในร่างกายยังถูกยับยั้งด้วยphytic acid อาการขาดแมงกานีสจะทำให้โตช้า การพัฒนาของเปลือกผิดปกติ ลูกวัยอ่อนตายสูง และอัตราการฟักจะต่ำ
สังกะสี : เป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิด เช่น alkaline phosphatase เพื่อทำให้ขบวนการสร้างเนื้อเยื่อเป็นไปได้อย่างปกติ
ซีลีเนี่ยม : ซิลีเนียมเป็นธาตุที่ช่วยป้องกันเซลล์จากการทำลายของ peroxidase อาการขาดซิลีเนียมคือทำให้การพัฒนาของเปลือกผิดปกติ
โคบอลต์ : กุ้งต้องการโคลบอลต์เพื่อใช้สร้างวิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง
เเละส่วนสุดท้ายที่สำคัญมากๆ คือโปรตีนหากวิตามินครบเเล้วเเต่ยังขาดโปรตีน ถือได้ว่าขาดเกือบทั้งหมดเนื่องจากตัวเปลือกเเละความเข็งเเรงของกุ้งนั้นมาจากโปรตีนทั้งสิ้น ในการเลือกผสมอาหารหรือให้อาหารควรเน้นไปที่เป็นตีนเป็นหลักในอาหาร 100 กรัม ควรมีโปรตีนมากกว่า 10 กรัมเเละกุ้ง 1 ตัวควรได้รับโปรตีน > 3 กรัม ใน 1 วัน*(ตามมารตฐานการเพาะเลี้ยง)
 


ว่าด้วยเรื่องของวิตามินให้กับเครย์ฟิช(ระบบปิด)

การเลี้ยงกุ้งแคระ กุ้งเครฟิช ในบ่อหรือตู้กระจกนั่นคือการเลี้ยงในระบบปิด น้ำที่ใช้เลี้ยง ก็เป็นน้ำประปาธรรมดา ไม่มีแร่ธาตุ จากธรรมชาติเลย ถึงแม้จะให้อาหาร ก็ได้แค่การเจริญเติบโตเท่านั้น พี่กบ ก็เลยไปพบกับนักวิชาการเพื่อแก้โจทย์เหล่านี้ เพื่อให้กุ้งได้เจริญเติบโตสุขภาพแข็งแรงและสวยงามยิ่งขึ้น
แร่ธาตุตลอดจนวิตามิน ซึ่งได้จากนักวิชาการ นำมาใช้เลี้ยงกุ้ง โดยไม่มีผลกระทบ ต่อ ph ของน้ำ
1. Cal Liquid แคลเซียมอินทรีย์ชนิดน้ำ ประกอบจากสารอินทรีย์ธรรมชาติ 
ช่วยสร้างเปลือกให้แข็งแรง ลอกคราบง่าย

2.Viita shrimp วิตามินสำหรับกุ้ง ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง สีสันสวยงาม ลดอันตรายจากการลอกคราบ และลดความเครียดของกุ้ง

3.KaiTosan เร่งการลอกคราบ สร้างเปลือกใหม่ สร้างภูมิคุ้มกันโรค
สามารถ ดูคุณสมบัติ วิธีใช้ และอื่นๆ ได้ที่
http://www.anaquas.net/

การดูเพศของกุ้ง(VDO)






ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เพศกุ้ง





วิธีป้องกัน "กุ้งน็อคน้ำ" เบื้องต้น

Image result for กุ้ง น็อคน้ำ



How to
หลายๆคนซื้อกุ้งมาแล้วกลัวว่าเปลี่ยนน้ำ เปลี่ยนอุณหภูมิ ในน้ำใหม่กลัวกุ้งจะน็อคน้ำ แต่ถ้าเรายกมันขึ้นมาจากน้ำเดิม ถึงใช้ระยะเวลานานสักพักใหญ่ ปล่อยลงไปได้เลยนะครับไม่ต้องไปปรับน้ำอีก (กุ้งออกมาเดินเตร่ข้างนอก 30 นาทีไม่มีน้ำ โยนกลับไปใหม่ก็ยังไม่ตาย) แต่ก็อย่าลองกันบ่อยๆครับ
     เรื่องกุ้งน็อคน้ำ กุ้งไม่น็อคน้ำง่ายเหมือนปลา ยิ่งกุ้งที่ผ่านการปรับน้ำจากการเลี้ยงบ่อดินมาสัก 24-48 ชั่วโมงแล้ว ก่อนเอามาเลี้ยงน้ำใสๆ ที่บ้านเรามันก็ไม่ได้น็อคง่านดายขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้ทุกตัวที่ จะแข็งแรง แล้วจะปรับน้ำเพื่อความชัวร์ควรทำอย่างไงดี ผมมี 4 วิธี ดังนี้
1. วิธีนี้ชัวร์สุด เสียเวลานานหน่อย ก็เอาใส่กล่องพลาสติก ใสๆ เหมือนกล่องขนม (กล่องบางๆ เลยนะครับหนาๆไม่มีประโยชน์ เพราะความหนาปรับ แค่ 5-15 นาที อุณหภูมิไม่ใก้ลเคียงกันแน่นอน ) ก็ให้ลอยอยู่บนน้ำ สัก 5-15 นาทีแล้วเติมน้ำที่จะเลี้ยงในนาที ที่ 5 ให้ใส่ 1ส่วน3 ของภาชนะ
นาทีที่ 10 ให้ใส่ อีก 1 ส่วน 3 ของภาชนะ แล้วปล่อยได้เลย
2. วิธีนี้ใช้เวลา น้อยลงมาหน่อย เอากุ้งใส่ในกะละมัง ไว้ด้านนอกบ่อ ไม่ต้องลอย เอากุ้งใส่รวมกัน ถ้ามีจำนวนหลายๆ ตัว ก็เอาหัวทรายจุ่มไว้สักหัว แล้วนำน้ำในบ่อที่จะเลี้ยงมาเติม 1 ส่วน 3 ทิ้งไว้ 5 นาทีก็ปล่อยกุ้งลงบ่อได้เลย
3. วิธีนี้เสียเวลาแป็บเดียว แต่ใช้ได้กับกุ้งขนาด 2 นิ้วขึ้น. นำกุ้งทั้งหมดหรือถ้ามีเยอะมาก ก็ให้แบ่งทำ เอากุ้งใส่ลงในตะกร้าเหลี่ยม หรือกลม. หรือพวกฝาชี อะไรประมาณแบบนั้น ที่มีรูเยอะๆ. ให้นำตระกร้า ที่ใส่กุ้งยกจุ่มๆ ในน้ำที่จะเลี้ยง โดนให้น้ำทั่วหลังกุ้งแล้วยกขึ้น แล้วจุ่มอีก 10 ครั้ง แล้วปล่อยกุ้งลงน้ำได้เลย วิธีนี้ผมทำบ่อยสุด กุ้งผ่านมือผมมาเยอะ ไม่เคยตายวิธีนี้สักตัวครับ วิธีนี้เป็นวิธีที่กันลืมได้ดีที่สุดผมก็เลือกใบ้วิธีนี้เพราะเร็วและง่ายที่สุด
4. หรือใครจะใช้วิธีสุดท้าย ไม่ต้องปรับอะไรทั้งนั้น โยนลงบ่อเลย แต่แบบนี้กุ้งแข็งแรงก็ไม่เป็นไร กุ้งบางตัวอาจเป็นแต่ผมเชื่อว่าไม่เยอะ เป็นจำนวนที่น้อย ถ้าตอนที่ขนย้ายมา กุ้งไม่เดินมากจนเกินไป ใส่น้ำเย็นๆ มา(ไม่ใช่ใส่น้ำเย็นหรือน้ำแข็งในกุ้งนะครับ) หมายถึงน้ำเดิมที่เขาเลี้ยงที่ตักมาแล้วมันเย็น โดยที่ระหว่างขนย้ายอุณหภูมิน้ำไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปมากนัก
หมายเหตุ
- กุ้งที่ขนย้ายระยะทางไกลๆอาจจะต้องปรับน้ำช่วยสักนิด
- กุ้งน็อคน้ำเอาตัวกุ้งยกขึ้นมาใส่น้ำแค่พอท่วมตัวกุ้งพอ เหมือนให้มันเดินแห้งๆ
- กุ้งน็อคน้ำใส่น้ำน้อยๆแค่พอท่วมหลังใส่เกลือแค่หยิบมือและใส่กัวทรายตีฟองให้แรงๆ